ฉันก้าวเท้าซ้ายขึ้นบันไดขั้นสุดท้ายด้วยความอ่อนแรง กว่าจะถึงชั้นสามของห้องสมุดคณะอักษรศาสตร์ ฉันก็เริ่มหายใจหอบเพราะความชันของบันไดแต่ละก้าวและระยะทางที่วัดใจคนอยากอ่านหนังสือ ในมือฉันหิ้วหอบถุงใบใหญ่มาหนึ่งใบ ข้างในนั้นมีม้วนวีดีโอที่สมัยนี้หาเครื่องเล่นได้ยากจนต้องออกจากบ้านมาดูที่ห้องสมุดแห่งนี้ ...แต่วันนี้ยังปิดเทอม และห้องสมุดก็ดูเงียบงัน
เงียบ...จนฉันได้ยินเสียงลมหายใจตัวเองและเสียงรองเท้ากระทบกับพื้นทุกย่างก้าว ตึก ตึก ตึก ถึงแม้ว่าจะพยายามเดินย่องให้เบาที่สุดเพราะไม่อยากรบกวนใครแล้วก็ตาม ฉันเดินต่อมาเรื่อยๆจนถึงห้องหนังสือนวนิยาย...แต่น่าแปลกที่ไม่มีใครอยู่ให้ฉันรบกวนเลยต่างหาก ทุกทีห้องหนังสือนวนิยายนี้จะมีนิสิตมากมายมานั่งอ่านหนังสือทำการบ้านอยู่ตามโต๊ะหนังสือยาวที่ตั้งเรียงขนานเป็นแถว หรือพากันจับจองโต๊ะสี่เหลี่ยมจัตุรัสวางชิดอยู่ตามมุมห้อง แต่วันนี้...ห้องนี้ไม่มีใคร ฉันตกใจกับภาพห้องโถงใหญ่ ปิดแอร์ และปิดไฟ มีเพียงแสงรำไรลอดมาทางช่องรับแสงด้านบน ฉันสะดุดตากับป้ายห้ามผ่านสีแดงแผ่นเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะตัวหนึ่งใกล้ประตู มันนอนแนบกับผิวโต๊ะเหมือนจะซ่อนตัวไม่ให้ใครเห็น แต่ก็ยังได้ทำหน้าที่เตือนฉันไว้ เพียงแต่ฉันต้องเดินผ่านทะลุห้องนี้ไปห้องฉายวิดีทัศน์ที่อยู่ด้านหลัง
แม้จะเข้าใจว่าห้องสมุดย่อมเงียบสงบในช่วงปิดเทอมเป็นธรรมดา และความกลัวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นเราเพียงแต่คิดไปเองแต่ก็ยังใจตุ้มๆต่อมๆอยู่ดี ที่จริงแล้ว ห้องที่ปิดไฟไร้วี่แววผู้คนอาจไม่มีความหมายใดเลยต่อภารโรงผู้ทำความสะอาด แต่มันกลับเหมือนบรรยากาศหนังผีในใจคนที่หวั่นวิตกอย่างฉัน ฉันได้แต่รีบเดินก้มหน้า เดินก้าวยาวๆไปอย่างเร่งร้อน แล้วพลันเหลือบสายตาขึ้นมองดูบรรยากาศห้องนั้นอีกครั้ง
ภาพทางซ้ายมือทำให้ฉันชะงักจนหยุดก้าไปชั่วขณะ หุ่นผู้หญิงสวมชุดสาวอีสานตั้งโชว์อยู่ในห้องที่ติดกันด้านซ้ายมือโดยมีกระจกใสกั้น ห้องนั้นปิดสนิททุกด้านมีเพียงประตูที่เชื่อมต่อกับห้องนวนิยายนี้เท่านั้นที่จะเดินถึงกันได้ ฉันไม่มีธุระอะไรในห้องนั้น...ไม่มีหรอก เพียงแต่ในนาทีนั้นฉันสบตาเธอและใบหน้าที่เรียบเฉยของเธอก็เหมือนจะบอกถึงความอึดอัดที่ต้องยืนอยู่เพียงลำพังในสถานที่นี้เช่นเดียวกับฉัน
ขณะที่กำลังจะเดินไปถึงประตูตรงปลายทางเดิน อยู่ๆเสียงประตูพับตัวเข้ามาทางห้องก็ดังขึ้นราวกับมันหวีดร้องเร่งเร้าให้ฉันวิ่ง...ปั้ง!...ประตูปิดดังลั่นห้องจนตู้กระจกสั่น...ดวงตาฉันเปิดกว้าง อ้าปากค้าง ใจสั่น แต่เมื่อหันไปมองไม่เห็นอะไรผิดปกติ ฉันก็รีบวิ่งให้พ้นห้องหนังสือนั้น
ระหว่างทางเชื่อมห้องหนังสือนวนิยายและห้องฉายวิดีทัศน์ ด้านซ้ายมือมีทางลงบันไดไปสู่ชั้นสอง แต่วันนี้ไฟตรงทางบันไดก็ปิดอีกเช่นกัน ระหว่างทางเชื่อมนั้นจึงมืดสนิทจนจินตนาการมันพาลจะให้คิดว่าบันไดจะพาลงไปสู่สิ่งใดได้บ้าง ฉันเบือนหน้าหนีแล้วคิดว่าทางที่ดีควรรีบเข้าไปทำงานของตัวเองให้เสร็จแล้วไปจากที่นี่เสียดีกว่า
ฉันไม่แปลกใจแล้วว่าห้องฉายวิดีทัศน์เองก็ไม่มีใครอยู่เลยเช่นกัน แต่ใจยังหวังว่าอย่างน้อยคงมีเจ้าหน้าที่พนักงานอยู่ทำงานสักคนหลังเคาว์เตอร์ลงชื่อใช้อุปกรณ์ เขาอาจจะกำลังง่วนอยู่กับงานอะไรบางอย่าง แล้วเขาอาจจะเบาใจขึ้นบ้างถ้ามีคนมาใช้บริการในห้องนี้ อย่างน้อยเขาจะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียว
ฉันเดินผ่านบริเวณที่ใช้เป็นห้องคอมพิวเตอร์ มันกั้นด้วยกำแพงกระจกเตี้ยจากทางเดินซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อเดินผ่านจะเห็นคอมพิวเตอร์ตั้งเป็นแถวสลับกับเก้าอี้ ทั้งหมดหันไปทางประตู เก้าอี้บางตัวว่าง เก้าอี้บางตัวมีคนนั่งเล่นอินเตอร์เนต เป็นภาพที่เห็นเป็นธรรมดา แต่วันนี้คอมพิวเตอร์ทั้งหมดวางหันหน้าชิดติดกันอยู่กลางห้อง เรียงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวขนานไปกับแนวห้องเหมือนพวกมันกำลังประชุมลับอะไรกัน...ความเงียบในห้องช่างทำให้ฉันคิดไปไกล...ส่วนเก้าอี้พวกนั้นบัดนี้วางเรียงเป็นแถวชิดติดกันสามแถวด้านขวามือขนานยาวไปจนสุดทาง ฉันไม่เคยรู้สึกอะไรเลยกับเก้าอี้สักตัวที่ฉันใช้นั่งในชีวิตประจำวัน แต่นาทีนี้ที่มันเรียงหน้ากันสลอนในขณะที่ฉันเดินผ่าน พวกมันกลับเหมือนกองทัพที่ดาหน้ากันเข้ามาหาฉัน... ในที่สุดฉันก็เดินกึ่งวิ่งไปจนถึงเคาว์เตอร์เจ้าหน้าที่ พร้อมกับได้รู้ว่าที่แห่งนี้ไม่มีใครและทีวีกับเครื่องเล่นวิดีโอก็อยู่ในสภาพไม่พร้อมใช้ ฉันสะดุดกับท่าทีเรียบเฉยของพวกมัน...พวกมันกำลังกระจุกตัวประชุมลับอยู่กลางบริเวณห้องวิดีโอเช่นเดียวกับเหล่าคอมพิวเตอร์
ฉันรู้ตัวว่าคงเสียเวลากับการเดินเล่นและเอาแต่หลอนตัวเองอยู่ในห้องเงียบนี่เสียแล้ว พอกันทีกลับบ้านไปทำงานจะต่อดีกว่า ฉันเดินย้อนกลับมาทางเดิม ผ่านเข้าห้องหนังสือนวนิยายนั้นอีกครั้ง...ที่ประตูปิดครั้งนั้นคงเป็นเพราะลมนั่นเอง ไม่มีอะไรสักหน่อย...ฉันคิดขณะที่สายตาจับจ้องประตูเบื้องหน้า แต่แล้วประตูบานนั้นกลับค่อยเลื่อนตัวเปิดออกด้านนอกช้าๆ...ช้าแต่คงที่สม่ำเสมอผิดลักษณะที่ลมจะพัดได้ ชายแขนเสื้อสีขาวโผล่มาช้าๆด้านหลังประตูนั้น เส้นผมพลิ้วไสวในความสลัว ฉันชะงักเท้าถอยหลังผงะ ได้ยินเสียงเท้าเดินพ้นประตูก้าวเข้ามาในห้อง
ฉันค่อยๆเดินช้าๆแต่มั่นคงเข้าไปหาเธอที่ตกใจผงะถอยไปเช่นกัน
"น้อง วันนี้ห้องสมุดชั้นสามปิดนะ ลงไปข้างล่างด้วยกันเถอะ"
edit @ 2006/05/23 14:59:40