2006/May/23

ฉันก้าวเท้าซ้ายขึ้นบันไดขั้นสุดท้ายด้วยความอ่อนแรง กว่าจะถึงชั้นสามของห้องสมุดคณะอักษรศาสตร์ ฉันก็เริ่มหายใจหอบเพราะความชันของบันไดแต่ละก้าวและระยะทางที่วัดใจคนอยากอ่านหนังสือ ในมือฉันหิ้วหอบถุงใบใหญ่มาหนึ่งใบ ข้างในนั้นมีม้วนวีดีโอที่สมัยนี้หาเครื่องเล่นได้ยากจนต้องออกจากบ้านมาดูที่ห้องสมุดแห่งนี้ ...แต่วันนี้ยังปิดเทอม และห้องสมุดก็ดูเงียบงัน

เงียบ...จนฉันได้ยินเสียงลมหายใจตัวเองและเสียงรองเท้ากระทบกับพื้นทุกย่างก้าว ตึก ตึก ตึก ถึงแม้ว่าจะพยายามเดินย่องให้เบาที่สุดเพราะไม่อยากรบกวนใครแล้วก็ตาม ฉันเดินต่อมาเรื่อยๆจนถึงห้องหนังสือนวนิยาย...แต่น่าแปลกที่ไม่มีใครอยู่ให้ฉันรบกวนเลยต่างหาก ทุกทีห้องหนังสือนวนิยายนี้จะมีนิสิตมากมายมานั่งอ่านหนังสือทำการบ้านอยู่ตามโต๊ะหนังสือยาวที่ตั้งเรียงขนานเป็นแถว หรือพากันจับจองโต๊ะสี่เหลี่ยมจัตุรัสวางชิดอยู่ตามมุมห้อง แต่วันนี้...ห้องนี้ไม่มีใคร ฉันตกใจกับภาพห้องโถงใหญ่ ปิดแอร์ และปิดไฟ มีเพียงแสงรำไรลอดมาทางช่องรับแสงด้านบน ฉันสะดุดตากับป้ายห้ามผ่านสีแดงแผ่นเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะตัวหนึ่งใกล้ประตู มันนอนแนบกับผิวโต๊ะเหมือนจะซ่อนตัวไม่ให้ใครเห็น แต่ก็ยังได้ทำหน้าที่เตือนฉันไว้ เพียงแต่ฉันต้องเดินผ่านทะลุห้องนี้ไปห้องฉายวิดีทัศน์ที่อยู่ด้านหลัง

แม้จะเข้าใจว่าห้องสมุดย่อมเงียบสงบในช่วงปิดเทอมเป็นธรรมดา และความกลัวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นเราเพียงแต่คิดไปเองแต่ก็ยังใจตุ้มๆต่อมๆอยู่ดี ที่จริงแล้ว ห้องที่ปิดไฟไร้วี่แววผู้คนอาจไม่มีความหมายใดเลยต่อภารโรงผู้ทำความสะอาด แต่มันกลับเหมือนบรรยากาศหนังผีในใจคนที่หวั่นวิตกอย่างฉัน ฉันได้แต่รีบเดินก้มหน้า เดินก้าวยาวๆไปอย่างเร่งร้อน แล้วพลันเหลือบสายตาขึ้นมองดูบรรยากาศห้องนั้นอีกครั้ง

ภาพทางซ้ายมือทำให้ฉันชะงักจนหยุดก้าไปชั่วขณะ หุ่นผู้หญิงสวมชุดสาวอีสานตั้งโชว์อยู่ในห้องที่ติดกันด้านซ้ายมือโดยมีกระจกใสกั้น ห้องนั้นปิดสนิททุกด้านมีเพียงประตูที่เชื่อมต่อกับห้องนวนิยายนี้เท่านั้นที่จะเดินถึงกันได้ ฉันไม่มีธุระอะไรในห้องนั้น...ไม่มีหรอก เพียงแต่ในนาทีนั้นฉันสบตาเธอและใบหน้าที่เรียบเฉยของเธอก็เหมือนจะบอกถึงความอึดอัดที่ต้องยืนอยู่เพียงลำพังในสถานที่นี้เช่นเดียวกับฉัน

ขณะที่กำลังจะเดินไปถึงประตูตรงปลายทางเดิน อยู่ๆเสียงประตูพับตัวเข้ามาทางห้องก็ดังขึ้นราวกับมันหวีดร้องเร่งเร้าให้ฉันวิ่ง...ปั้ง!...ประตูปิดดังลั่นห้องจนตู้กระจกสั่น...ดวงตาฉันเปิดกว้าง อ้าปากค้าง ใจสั่น แต่เมื่อหันไปมองไม่เห็นอะไรผิดปกติ ฉันก็รีบวิ่งให้พ้นห้องหนังสือนั้น

ระหว่างทางเชื่อมห้องหนังสือนวนิยายและห้องฉายวิดีทัศน์ ด้านซ้ายมือมีทางลงบันไดไปสู่ชั้นสอง แต่วันนี้ไฟตรงทางบันไดก็ปิดอีกเช่นกัน ระหว่างทางเชื่อมนั้นจึงมืดสนิทจนจินตนาการมันพาลจะให้คิดว่าบันไดจะพาลงไปสู่สิ่งใดได้บ้าง ฉันเบือนหน้าหนีแล้วคิดว่าทางที่ดีควรรีบเข้าไปทำงานของตัวเองให้เสร็จแล้วไปจากที่นี่เสียดีกว่า

ฉันไม่แปลกใจแล้วว่าห้องฉายวิดีทัศน์เองก็ไม่มีใครอยู่เลยเช่นกัน แต่ใจยังหวังว่าอย่างน้อยคงมีเจ้าหน้าที่พนักงานอยู่ทำงานสักคนหลังเคาว์เตอร์ลงชื่อใช้อุปกรณ์ เขาอาจจะกำลังง่วนอยู่กับงานอะไรบางอย่าง แล้วเขาอาจจะเบาใจขึ้นบ้างถ้ามีคนมาใช้บริการในห้องนี้ อย่างน้อยเขาจะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียว

ฉันเดินผ่านบริเวณที่ใช้เป็นห้องคอมพิวเตอร์ มันกั้นด้วยกำแพงกระจกเตี้ยจากทางเดินซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อเดินผ่านจะเห็นคอมพิวเตอร์ตั้งเป็นแถวสลับกับเก้าอี้ ทั้งหมดหันไปทางประตู เก้าอี้บางตัวว่าง เก้าอี้บางตัวมีคนนั่งเล่นอินเตอร์เนต เป็นภาพที่เห็นเป็นธรรมดา แต่วันนี้คอมพิวเตอร์ทั้งหมดวางหันหน้าชิดติดกันอยู่กลางห้อง เรียงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวขนานไปกับแนวห้องเหมือนพวกมันกำลังประชุมลับอะไรกัน...ความเงียบในห้องช่างทำให้ฉันคิดไปไกล...ส่วนเก้าอี้พวกนั้นบัดนี้วางเรียงเป็นแถวชิดติดกันสามแถวด้านขวามือขนานยาวไปจนสุดทาง ฉันไม่เคยรู้สึกอะไรเลยกับเก้าอี้สักตัวที่ฉันใช้นั่งในชีวิตประจำวัน แต่นาทีนี้ที่มันเรียงหน้ากันสลอนในขณะที่ฉันเดินผ่าน พวกมันกลับเหมือนกองทัพที่ดาหน้ากันเข้ามาหาฉัน... ในที่สุดฉันก็เดินกึ่งวิ่งไปจนถึงเคาว์เตอร์เจ้าหน้าที่ พร้อมกับได้รู้ว่าที่แห่งนี้ไม่มีใครและทีวีกับเครื่องเล่นวิดีโอก็อยู่ในสภาพไม่พร้อมใช้ ฉันสะดุดกับท่าทีเรียบเฉยของพวกมัน...พวกมันกำลังกระจุกตัวประชุมลับอยู่กลางบริเวณห้องวิดีโอเช่นเดียวกับเหล่าคอมพิวเตอร์

ฉันรู้ตัวว่าคงเสียเวลากับการเดินเล่นและเอาแต่หลอนตัวเองอยู่ในห้องเงียบนี่เสียแล้ว พอกันทีกลับบ้านไปทำงานจะต่อดีกว่า ฉันเดินย้อนกลับมาทางเดิม ผ่านเข้าห้องหนังสือนวนิยายนั้นอีกครั้ง...ที่ประตูปิดครั้งนั้นคงเป็นเพราะลมนั่นเอง ไม่มีอะไรสักหน่อย...ฉันคิดขณะที่สายตาจับจ้องประตูเบื้องหน้า แต่แล้วประตูบานนั้นกลับค่อยเลื่อนตัวเปิดออกด้านนอกช้าๆ...ช้าแต่คงที่สม่ำเสมอผิดลักษณะที่ลมจะพัดได้ ชายแขนเสื้อสีขาวโผล่มาช้าๆด้านหลังประตูนั้น เส้นผมพลิ้วไสวในความสลัว ฉันชะงักเท้าถอยหลังผงะ ได้ยินเสียงเท้าเดินพ้นประตูก้าวเข้ามาในห้อง

ฉันค่อยๆเดินช้าๆแต่มั่นคงเข้าไปหาเธอที่ตกใจผงะถอยไปเช่นกัน

"น้อง วันนี้ห้องสมุดชั้นสามปิดนะ ลงไปข้างล่างด้วยกันเถอะ"


edit @ 2006/05/23 14:59:40

2005/Oct/31

'Coz life is not like what you expect.

And you can't do only fot your own sake.

'Coz life is not always perfect.

Sometimes it means standing on the earthquake.

When everyone is on his way.

And you don't know even a word to say.

You just want to make it better someday.

But it's too late 'coz no one will stay.

You can't force other to be what you want.

So why you still act to be someone?

You know the moon can't be like the sun.

So why don't you have a life with fun?

The only thing to have in your head.

Life is short but it lasts with faith.

Then you'll never gonna be invaded.

The happiness will never be faded.

_________________________________________________


edit @ 2005/10/31 20:33:20

2005/Oct/31

ท่ามกลางบรรยากาศอันเคร่งเครียดในช่วงสอบ ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง โดม นิสิตปี4 คณะวิศวกรรมศาสตร์เดินสะโหลสะเหลออกมาจากห้องสอบ หลายวันแล้วที่เขาอดหลับอดนอนอ่านหนังสือ จนตอนนี้สมองของเขาหยุดสั่งการแล้วปล่อยให้ขาพาเขากลับบ้านเองตามความเคยชิน และในนาทีนั้น พลันสายตาของเขาก็ไปสะดุดกับป้ายประกาศพร้อมตัวอักษรละเอียดยิบแปะติดข้างเสาระหว่างทาง ตัวอักษรสีเข้มเน้นให้คนที่ผ่านไปผ่านมารู้ว่าเป็นป้ายประกาศสอบชิงทุนการศึกษาต่อ ณ ประเทศเยอรมัน สาขาอุตสาหกรรมรถยนต์ โอ้! ก็นี่แหละความใฝ่ฝันของโดม แต่พอโดมอ่านไปได้2บรรทัด ความง่วงผสมความขี้เกียจของเขาก็บอกให้มาอ่านวันหลังดีกว่า ว่าแล้วเขาจึงเบนความสนใจมาที่ร้านขนมปังใกล้ๆกันนั้นแทน รีบซื้อขนมปังกลับไปฝากน้องสาวแล้วจ้ำอ้าวไปหาจุดหมายคือเตียงนอนที่บ้าน

หนูแดงได้รับขนมจากพี่โดมก็ดีใจใหญ่ แหมก็ขนมปังนั้นน่ะ ช่างน่ารักอะไรอย่างนี้ เป็นขนมปังกรอบรูปตุ๊กตา ดูๆไปก็คล้ายหนูแดงเหมือนกันนะ มีเปีย2ข้าง ผูกโบว์สีแดง ไว้ผมม้า แล้วก็นุ่งกระโปรงลายทาง หนูแดงรีบขอบคุณพี่โดมแล้วเอาขนมปังไปเก็บ หนูแดงยังไม่อยากกินมันเสียเลยตอนนั้นหรอก อยากจะเก็บเอาไว้ดูนานๆก่อนน่ะ

ก็แหม! หนูแดงเสียดายนี่นา

วันต่อมาหลังจากสอบเสร็จ โดมตั้งใจไว้ว่ายังไงๆวันนี้ก็จะไปอ่านป้ายประกาศนั้นให้จบ เขาจะได้รู้เรื่องราวแบบครบๆซะที เขาเดินอย่างใจเย็นพลางคิดว่าวันนี้จะต้องกลับไปอานวิชาอะไรบ้างน้า ยังไม่ทันจะถึงป้ายประกาศนั้น รถเมล์สายที่โดมนั่งกลับบ้านก็เลี้ยวพ้นโค้งมาพอดี นาทีแห่งการตัดสินใจมาถึงแล้วโดม เอาไงดีหว่า จะอ่านก่อนแล้วค่อยรอคันใหม่ หรือจะขึ้นรถเมล์ไปแล้วค่อยมาอ่านอ่านก่อนขึ้นรถเมล์ก่อนอ่านก่อนขึ้นรถเมล์ก่อนใช่ขึ้นรถเมล์ก่อน ก็รถเมล์สายนี้มันรอนานนี่หว่า ช่วยไม่ได้จริงๆ

เมื่อกลับถึงบ้าน โดมก็ต้องแปลกใจกับอาหารละลานตาบนโต๊ะอาหาร "อะไรกันครับแม่ ทำกับข้าวเสียเยอะเชียว หอมน่ากินซะด้วย" โดมสงสัยจนต้องถามออกไป "ก็พรุ่งนี้หนูแดงแกต้องไปเข้าค่ายยุวกาชาดที่โรงเรียนตั้ง3วัน แม่ก็เลยอยากให้หนูแดงแกได้กินอาหารดีๆก่อนไปค่ายนะจ๊ะ" คุณแม่พูดพลางลูบหัวหนูแดงเบาๆขณะที่เธอกำลังตั้งใจกินอาหารตรงหน้าอย่างไม่สนใจแม่กับพี่เลย เวลาผ่านไปได้ไม่นาน ท้องของหนูแดงก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนคล้ายลูกแตงโมน้อยๆ จากนั้นหนูแดงก็เดินไปหยิบขนมรูปตุ๊กตานั้นมากะว่าจะกินให้สมความตั้งใจ แต่เมื่อมองดูท้องตัวเอง หนูแดงก็รู้ว่าคงกินอะไรต่อไปไม่ไหวแล้วล่ะ เดี๋ยวแตงโมของหนูแดงจะระเบิดเอา สงสัยต้องเก็บไว้กินพรุ่งนี้แทน ก็หนูแดงอิ่มแล้วนี่นา ช่วยไม่ได้จริงๆ

เช้าวันต่อมา หนูแดงไม่ได้เอาขนมปังกรอบรูปตุ๊กตาไปด้วยเพราะมัวแต่รีบจนลืม ระหว่างที่หนูแดงไปค่ายอยู่นั้นพี่โดมเองก็อ่านหนังสืออยู่บ้านด้วยความสบายใจเพราะไม่มีเสียงแหลมๆคอยกวนใจมา2วันแล้ว แต่ก็เป็น2วันแล้วเหมือนกันที่โดมไม่ได้เดินไปดูป้ายประกาศนั้นอีก ในใจก็กังวลแต่ก็ปลอบใจตัวเองว่ายังไงก็คงทันละน่า

ครบสามวัน พิธีปิดค่ายสิ้นสุดลง หนูแดงใจจดจ่อรีบจะกลับมากินขนมปังรูปตุ๊กตา ขนมปังจ๋ารอหนูแดงด้วยนะ หนูแดงจะกลับไปกินแล้ว

ครบสามวัน หลังจากอ่านหนังสืออยู่ที่บ้าน วันนี้โดมออกมาสอบวิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัย เขาใจจดใจจ่อรีบเดินไปที่ป้ายประกาศนั่น หวังว่าเขาจะยังสมัครทันอยู่นะ

โดมเดินมาหยุดที่หน้าเสา สายตากวาดหาวันหมดเขตรับสมัคร

หนูแดงเดินมาหยุดที่หน้าตู้เย็น สายตากวาดหาขนมปังรูปตุ๊กตา

โดมยืนหน้าจ๋อย การสอบชิงทุนหมดเขตไปแล้วเมื่อวานนี้

หนูแดงยืนหน้าเบ้ ขนมปังของหนูแดงขึ้นราไปแล้ว

โอกาสในการเรียนต่อที่เยอรมันของพี่โดมขึ้นราไปแล้วพร้อมๆกับขนมปังของหนูแดง